DSI กระเหี้ยนกระหือรือ
วันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
ใบรับรองแพทย์
จบแพทย์ ในสถาบันที่มีรับรอง ของแพทย์ สภา สังกัดทำเนียบแพทย์ ..ของไทย..ทุกท่าน ทุกคน สามารถออกใบรับรองแพทย์ให้กับผู้ป่วย..เมื่อแพทย์ผู้นั้นได้ถูกร้องขอ .ให้รับการรักษา...จากผู้ป่วย..ซึ่ง อยู่ในจรรยาแพทีย์ หรือกฎ อยู่แล้ว ผิดตรงไหน ?
ปัญหา การออกใบรับรองแพทย์ ว่าเข้าข่ายการปลอม
เอกสารเท็จหรือไม่???
จำเป็นต้องแยกลำดับขั้นตอนการเกิดเหตุการณ์ให้เห็นชัด
1. ดีเอสไอไม่เชื่อถือใบรับรองแพทย์ที่ออกโดยคณะแพทย์ประจำคลีนิคในวัด จึงต้องการใบรับรองแพทย์ที่มาจากแพทย์
ในโรงพยาบาลของรัฐ
2. ศิษย์วัดเชิญแพทย์เฉพาะทางจากโรงพยาบาลรัฐที่มีความชำนาญด้านโลหิตวิทยามาตรวจอาการของผู้ป่วยที่วัดพระธรรมกาย ไม่ได้พาผู้ป่วยเดินทางออกนอกวัดไปหาแพทย์ที่โรงพยาบาล
3. แพทย์วินิจฉัยผู้ป่วยแล้วระบุว่ามีอาการโรคเบาหวานเรื้อรังอยู่ในขั้นรุนแรง ต้องพักรักษาตัว 2-3 เดือน จึงเมตตาออกใบรับรองแพทย์ให้แก่ลูกศิษย์วัด เพื่อนำไปมอบให้ตามคำร้องขอของดีเอสไอ
เมื่อวินิจฉัยไล่เป็นลำดับขั้นตอนแบบนี้แล้ว ก็จะเห็นว่าวัตถุประสงค์แท้จริงของการออกใบรับรองแพทย์นั้น เกิดขึ้นจาก
1. คณะลูกศิษย์ทำตามคำร้องขอของดีเอสไอที่ต้องการใบรับรองแพทย์จากแพทย์ที่ทำงานอยู่ในโรงพยาบาลของรัฐ และมีความชำนาญเฉพาะทางในการวินิจฉัยโรค
2. เป็นการวิงวอนขอร้องจากคณะลูกศิษย์ให้ดีเอสไอซึ่งเป็นคนหนุ่มมีความแข็งแรงกว่า เดินทางมาพร้อมกับคณะแพทย์ เพื่อมาตรวจดูอาการของเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ว่ามีอาการเจ็บป่วยจริงตามใบรับรองแพทย์ที่ออกโดยคณะแพทย์ในวัดและแพทย์ในโรงพยาบาลรัฐทั้ง 3 ใบ จริงหรือไม่
3. เป็นการออกใบรับรองแพทย์ตามจรรยาบรรณของแพทย์ที่ดีอย่างแท้จริง เพราะแสดงให้เห็นถึงความเมตตาและห่วงใยต่อผู้ป่วยที่ได้รับความทุกข์ทรมานจากอาการเบาหวานเรื้อรัง ซึ่งเป็นโรคประจำตัวมานานกว่าสิบปี ไม่ใช่การปลอมแปลงเอกสารเท็จจากโรงพยาบาลอย่างที่มีผู้เข้าใจผิดกัน
------------------------------------------------------------------
หลังจากที่คณะศิษย์ส่งใบรับรองแพทย์แก่ดีเอสไอไปแล้ว คำตอบที่ได้รับกลับมาคือ การออก “หมายจับ” อย่างลัดขั้นตอนการไต่สวน ซึ่งถือว่ากระทบกระเทือนใจต่อคณะลูกศิษย์อย่างรุนแรง ทำให้เกิดความคลางแคลงใจขึ้นว่า
1. วิธีการดำเนินคดีของดีเอสไอมีความโปร่งใสตามขั้นตอนกฎหมายจริงหรือไม่ ?
2. เหตุใดจึงรีบออกหมายจับ ทั้งที่ขั้นตอนการไต่สวนยังไม่เสร็จสิ้นกระบวนความ ?
3. การตั้งข้อหาฟอกเงินและรับของโจร โดยไม่ครบองค์ประกอบของคดี โดยไม่แสดงมูลฐานความผิดให้ชัดเจนต่อผู้ถูกกล่าวหา เป็นการตั้งข้อหาที่ถูกต้องตามระเบียบขั้นตอนการดำเนินคดีหรือไม่ ?
4. การตั้งข้อหาฟอกเงินและรับของโจร โดยแยกออกมาจากคดีที่ค้างอยู่บนศาล ซึ่งยังไม่มีการตัดสินอันเป็นที่สิ้นสุด เพื่อเจาะจงตั้งคดีฟ้องเฉพาะเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายแต่เพียงผู้เดียว เป็นการดำเนินการที่ถูกต้องตามกระบวนการยุติธรรมหรือไม่ ?
5. การปฏิเสธใบรับรองแพทย์ที่ดีเอสไอเป็นผู้ร้องขอมาเอง การชี้นำผ่านสื่อมวลชนในทำนองว่า ผู้ป่วย แพทย์ และทนาย ร่วมกันปลอมแปลงเอกสารเท็จ สิ่งเหล่านี้เป็นการสร้างสถานการณ์ตึงเครียด เพื่อปูทางให้สังคมเห็นชอบด้วยกับการใช้มาตรการรุนแรงกับเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายในอนาคตใช่หรือไม่ ?
6. มูลหนี้ที่เกิดจากคดีสหกรณ์ มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายนั้นเพียง 5 % เท่านั้น แต่ยังมีลูกหนี้รายอื่นๆ อีก 95 % ที่ผ่านไปแล้ว 2 ปี แต่ยังติดตามเงินคืนมาไม่ได้
เหตุใดดีเอสไอจึงเจาะจงจะดำเนินคดีแต่เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ทั้งที่สามารถไกล่เกลี่ยกับผู้เสียหายคือสหกรณ์จนจบสิ้นไป 2 ปีแล้ว การเจาะจงดำเนินคดีอย่างเลือกปฏิบัติเช่นนี้ เป็นการปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรมต่อเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายและลูกศิษย์วัดทั่วโลกหรือไม่ ?
--------------------------------------------------------------------
ความคลางแคลงใจเหล่านี้ เมื่อไม่ได้รับการอธิบายอย่างชัดเจนจากเจ้าหน้าที่รัฐ จึงยิ่งสะสมกลายเป็นความหวาดระแวงสงสัย ไม่ไว้วางใจมากยิ่งขึ้น
เพราะมองเห็นว่าเป็นการเลือกปฏิบัติไล่บี้เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายอยู่ข้างเดียว ซึ่งเป็นเรื่องที่เกินกว่าศิษย์วัดจะทนดูได้ เกินกว่าศิษย์วัดจะไว้วางใจได้
เพราะขนาดการดำเนินคดีในขั้นตอนการไต่สวน ยังไล่บี้ออกหมายจับอย่างเลือกปฏิบัติแต่เฉพาะบุคคลเพียงผู้เดียวเช่นนี้ แล้วจะให้ศิษย์วัดไว้วางใจในกระบวนการยุติธรรมในขั้นตอนที่เหลืออยู่ได้อย่างไร
๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๙ (วันวิสาขบูชา)
๒๐.๓๑ น.
ปล. เป็นความคิดเห็นส่วนตัว
Cr. ลพ.ตรีเทพ
#เราเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของหลวงพ่อธัมมชโย
#ศิษย์ #ทั่วโลก เชื่อมั่นใน #ความบริสุทธิ์ ของหลวงพ่อ #ธัมมชโย #พระธัมมชโย #ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม
วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
ความจริงที่ยังไม่ครบ
ถึงแม้ศาลจะออกหมายจับแล้วก็ตาม
แต่สิ่งที่ประชาชนได้ฟังนั้น
ยังเป็นความจริงที่ไม่ครบทุกด้าน
เพราะความจริงที่ต้องฟังมีอยู่ 6 เรื่อง
1) ความจริงจากผู้ถูกกล่าวหา
2) ความจริงจากผู้ร้องทุกข์
3) ความจริงจากผู้เสียหาย
4) ความจริงจากคณะแพทย์
5) ความจริงเรื่องข้อกฎหมายฟอกเงินและรับของโจร
6) ความจริงเรื่องระเบียบปฏิบัติในการใช้กฎหมายกับพระสงฆ์
ที่จะเป็นบรรทัดฐานต่อสังฆมณฑลและชาวพุทธตลอดไปในภายหน้า
จริงอยู่ที่หลายเดือนมานี้
ทุกคนได้พยายามให้ข้อมูลต่างๆ แก่สังคม
ไปตามความเข้าใจของตัวเองอยู่วันละหลายชั่วโมง
แต่สังคมก็อาจยังได้รับทราบข้อมูลไม่ครบทุกด้าน
จึงยังไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ
ให้เกิดภาพรวมพอที่จะชั่งน้ำหนักได้ว่า
คดีนี้มีมูลฐานความผิดเพียงพอจะตั้งข้อหาได้หรือไม่
และควรจะเชื่อมุมมองทางกฎหมายของใครดี
ระหว่างวัด สหกรณ์ ดีเอสไอ ผู้ร้องทุกข์
1. ในแง่ผู้มีอำนาจตามกฎหมาย
การขอออกหมายจับเป็นสิทธิของดีเอสไอ
การอนุมัติก็เป็นดุลพินิจของศาล
การจะสั่งฟ้องไม่สั่งฟ้องก็เป็นอำนาจของอัยการ
เรื่องนี้ประชาชนทราบดีและรัฐก็ให้อำนาจเต็มที่
2. ในแง่ของคณะแพทย์
การวินิจฉัยระดับความเจ็บป่วยเป็นสิทธิขาดของคณะแพทย์
แต่คำวินิจฉัยของแพทย์มีน้ำหนักในทางกฎหมายหรือไม่
เพราะอะไรถึงมีผล และเพราะอะไรถึงไม่มีผล
ซึ่งเรื่องนี้ประชาชนก็ยังไม่ได้รับความกระจ่าง
3. ในแง่ของสหกรณ์
ต้องแบ่งผู้เสียหายเป็น 2 ส่วน คือ
1) สหกรณ์ 2) สมาชิกสหกรณ์
... กรณีแรก ถ้าสหกรณ์เป็นผู้เสียหาย
คู่กรณีตรงนี้จะต้องเป็นสหกรณ์กับคุณศุภชัย
เพราะคุณศุภชัยเป็นผู้นำเงินออกมาจากสหกรณ์
... กรณีที่สอง ถ้าสมาชิกเป็นผู้เสียหาย
คู่กรณีตรงนี้จะต้องเป็นสมาชิกสหกรณ์กับสหกรณ์
เพราะสหกรณ์เป็นผู้ดูแลเงินของสมาชิกสหกรณ์
จากกรณีทั้งสองกรณีนี้ ทำให้เกิดความสับสนขึ้นว่า
1. เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย
ซึ่งอยู่ในฐานะของผู้รับเงินบริจาคจากคุณศุภชัย
กลายมาเป็นคู่กรณีกับสมาชิกสหกรณ์บางกลุ่มได้อย่างไร
เพราะท่านไม่ใช่ผู้ที่ไปนำเงินของสมาชิกกลุ่มนั้น
ออกมาจากสหกรณ์ ท่านจึงไม่ใช่ผู้ที่ทำให้
สมาชิกสหกรณ์กลุ่มนั้นเสียหาย
2. ตามหลักแล้ว เมื่อสมาชิกสหกรณ์ไม่ได้นำเงิน
มาฝากไว้กับเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายโดยตรง
แต่ได้นำเงินไปฝากไว้กับสหกรณ์โดยตรง
แล้วท่านจะกลายเป็นผู้สร้างความเสียหายให้สมาชิกได้อย่างไร
ที่ถูกต้องสมาชิกกลุ่มนั้นควรจะไปร้องทุกข์กับสหกรณ์มิใช่หรือ
แต่ทำไมถึงมากล่าวโทษเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย
4. ในแง่การตั้งข้อหาฟอกเงินและรับของโจร
การตั้งข้อหาฟอกเงิน จะทำได้ก็ต่อเมื่อ
ทำผิดครบ 3 ขั้นตอน คือ
1) เงินนั้นได้มาอย่างผิดกฎหมาย
2) นำมาทำธุรกรรมให้ถูกต้องตามกฎหมาย กลายเป็นเงินสะอาด
3) เงินนั้นกลับคืนสู่มือเจ้าของ กลายเป็นเงินถูกกฎหมาย
แต่ในกรณีของเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย
กลับไม่เข้าข่ายแม้แต่น้อย เพราะว่า
1) ท่านไม่ได้ครอบครองเงินที่ผิดกฎหมาย
2) ท่านไม่เคยนำเงินส่วนตัวไปฝากกับสหกรณ์
3) ท่านกับสหกรณ์ก็ไม่เคยทำธุรกรรมร่วมกัน
4) สหกรณ์ก็ยืนยันไม่พบหลักฐานว่าท่านทำธุรกรรมกับสหกรณ์
5) เงินที่คุณศุภชัยบริจาคมาก็เป็นเช็คทั้งหมด สามารถตรวจสอบ
เส้นทางการเงินได้ชัดเจน
6) การรับเงินบริจาคของท่าน ก็รับมาอย่างเปิดเผย
และนำไปใช้สร้างศาสนสถานตามวัตถุประสงค์ของผู้บริจาค
ซึ่งเป็นการสร้างสาธารณประโยชน์ ไม่ใช่ประโยชน์ส่วนตัว
ซึ่งเรื่องนี้ก็ทำให้ประชาชนเกิดความสับสนไม่น้อย
เพราะไม่ว่าพิจารณาอย่างไร ก็ไม่เข้าข่ายการฟอกเงินทั้ง 3 ขั้นตอน
แต่ทำไมดีเอสไอถึงตั้งข้อหาว่าฟอกเงินและรับของโจร
กับเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เป็นการตั้งข้อหาที่รุนแรงกว่าเหตุหรือไม่
5. ในแง่บรรทัดฐานการใช้กฎหมายกับพระสงฆ์
การออกหมายจับพระสงฆ์ที่ไม่ใช่คู่กรณีกับผู้เสียหายโดยตรงเช่นนี้
1) จะกลายเป็นบรรทัดฐานในการใช้กฎหมาย
โดยไม่มีมูลฐานความผิดกับพระสงฆ์ทั้งสังฆมณฑลได้หรือไม่
2) จะกลายเป็นการเปิดช่องกฎหมายให้ผู้ไม่หวังดี
สามารถกลั่นแกล้งพระสงฆ์ทั้งสังฆมณฑลได้โดยง่ายหรือไม่
3) จะกลายเป็นการเปิดช่องเช่นนี้จะกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของพระพุทธศาสนาหรือไม่
4) จะกระทบกระเทือนต่อการรักษาพระธรรมวินัยของสงฆ์หรือไม่
5) จะกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของพระพุทธศาสนาหรือไม่
5) ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนา อันเป็นผลจากการออกหมายจับโดยไม่ตรงกับคู่กรณีเช่นนี้ ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นในอนาคต
คำถามต่างๆ เหล่านี้ เป็นสิ่งที่ประชาชนจำนวนไม่น้อย
กำลังสับสนและสงสัยว่าอะไรคือบรรทัดฐานที่ถูกต้อง
ในการใช้กฎหมายกับพระสงฆ์ทั้งสังฆมณฑล
และประชาชนชาวพุทธทั้งประเทศต่อไปในอนาคต
-------------------------------------------
๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๙
๓.๐๑ น.
- ลพ.ตรีเทพ -
วันอังคารที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
วันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
ไม่มีความยุติธรรมในประเทศไทย
ถ้าไม่ผิดอะไร ก็มาเข้ากระบวนการยุติธรรม.... พูดง่ายนิ
กระบวนการยุติธรรม แบบไหน ทีท่านชวนไปขึ้นไม่ทราบ
ถ้าเป็นศาลไคฟง พวกเราคงพาหลวงพ่อเราไปขึ้นนานแล้ว
กระบวนการยุติธรรมแบบไหน
มีอุปกรณ์อาบน้ำ ก็ผิด
ยืนกันนิ่งๆ ก็ผิด พูดก็ผิดไม่พูดก็ผิด
ดีนะที่ยังไม่เก่งพอที่จะบอกว่า คิดอะไรอยู่
ไม่งั้น คุกประเทศไทย คงได้ล้น
กระบวนการยุติธรรมแบบนี้เหรอ ที่จะเอาหลวงพ่อเราไป
คนของพวกคุณว่างๆ ก็ออกมาพูดว่า
วัดเราเป็นภัยต่อความมั่นคง วัดเราสอนผิด
คนที่มีตำแหน่งสูงๆ ออกมาแสดงความเห็นที่ไม่เป็นกลาง
แบบนี้ยังไม่เป็นคดี ก็ตัดสินกันไปแล้ว
คนที่เข้าวัดเรา ส่วนมากเปลี่ยนแปลงไปในทางที่รักพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เคารพพ่อแม่ กตัญญูรู้คุณ
เป็นคนรักษาศีล มีศีล มีธรรม เป็นคนที่รู้หน้าที่
ปฏิบัติตามกฏระเบียบ มีวินัย อดทน
ก็ทนให้ด่า มาจนกระทั่งลูกโต สิบเจ็ดปี
แล้วคุณมาบอกว่าวัดไม่ดี หลวงพ่อไม่ดี มีหรือเราจะเชื่อ
บ้านเมืองหาความสุขไม่ได้ หาความยุติธรรมไม่เจอ
อย่างนี้เหรอที่จะเอาหลวงพ่อเราไป
ที่เราอยากได้น่ะ เราอยากได้กระบวนการยุติธรรม
แบบศาลไคฟง ที่เราอยากเห็นน่ะ ท่าทีที่พวกคุณแสดงให้เห็นถึงความดีงาม ถูกต้อง เที่ยงธรรม
เราคงไม่ได้หวังว่า พวกคุณจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างที่เราต้องการ แต่เราก็ขอบอกจริงๆว่า ไม่พร้อมที่จะให้หลวงพ่อเราไปให้คุณทำอะไรกะท่าน
เราก็รู้ว่า ที่เราพยายามอยู่นี้ มันไม่ได้เกิดอะไรในสายตาพวกคุณนอกจากความหมั่นใส้ แต่จะให้เราทำอะไรได้ล่ะ
มือพวกเราเคยแต่พนมมือไหว้พระ เรามารวมกันก็เคยแต่มานั่งสมาธิ เราแสวงหาคุณความดี เราทำตามที่หลวงพ่อสอน จะให้ไปต่อยตีอะไรเป็น เขี้ยวเล็บก็ถอดเก็บทิ้งไปหมด
เราก็แค่ อยากให้บ้านเมืองนี้ เป็นธรรม แค่นั้นเอง
เราก็อยากเห็นท่านขึ้นกระบวนการยุติธรรมเหมือนกัน แต่ไม่ใช่กระบวนการยุติธรรมไทย หรือกระบวนการยุติธรรมโลก ไว้ถึงกระบวนการยุติธรรมปรโลกคงได้รู้กัน
วิ.
๖ พ.ค. ๕๙
วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
รัฐ ห้ามให้งบอุดหนุนวัด
ถ้ารัฐ..มีคำสั่งให้งด งบอุดหนุนวัด ...ในตรงกันข้ามในส่วนของ.วัด.ซึ่ง..อยู่ในการอุดหนุน ของสาธุชน .ด้วยความเต็มใจ ..ด้วยปัจจัย..รวมถึงปัจจัย4.. รัฐไม่สมควร เข้าไปจัดการเช่นเดียวกัน...
พุทธอิสระ อลัชชี
พุทธะอิสระ อลัชชีผู้บิดเบือนพระธรรมวินัย
ทำภาพลักษณ์สงฆ์ไทยให้เสื่อมถอย
เดิมชื่อ
“ นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ” เป็นชาวคลองเตยกรุงเทพมหานคร แต่กำเนิด บวชครั้งแรกเมื่ออายุ 20 ปี
ที่วัดคลองเตยใน เขตคลองเตย บวชได้เพียงพรรษาเดียว ก็สึกออกไปเป็นทหาร 2 ปี หลังเสร็จภารกิจทางทหาร ก็กลับมาบวชใหม่ที่วัดเดิม ได้รับฉายาว่า “ธมฺมธีโร”
แต่หลังจากนั้นไม่นานนัก “พุทธะอิสระ” ก็ต้อง “สึก” และ “บวช” ใหม่อีกครั้ง ในปี พ.ศ. 2544 ซึ่งว่ากันว่า เป็นเพราะกรณีครหา “โกงอายุพรรษา” !!!
“ทีมงานพระนครฯ” ได้ทำการสืบเสาะแสวงหาข้อมูลหลักฐานทุกอย่างโดยละเอียดและพบว่า กรณีการ “สึก” ของ “พุทธะอิสระ” หรือขณะนั้นคือ “พระอธิการสุวิทย์ ธีมมฺโม” นั้นเป็นข่าวใหญ่คึกโครมในปี 2544 โดยมีสาเหตุใหญ่มาจากการพบหลักฐาน กรณี “ตำแหน่งเจ้าอาวาส” กับ “ตำแหน่งเจ้าคณะตำบลห้วยขวาง (วัดอ้อน้อย อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม)” ที่พระสุวิทย์ดำรงอยู่นั้นระบุ “อายุพรรษา” แตกต่างกัน โดย “ใบตราตั้งเจ้าอาวาส”
ระบุว่า ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสเมื่อปี 2538 ขณะมีอายุ 35 ปี 11 พรรษา แต่ในปี 2542 ได้รับการแต่งตั้งเป็น “เจ้าคณะตำบล” กลับมีอายุ 44 ปี 21 พรรษา
ซึ่งระยะเวลาห่างกัน 4 ปี คือ พ.ศ.2538 ถึง พ.ศ.2542 แต่กลับมีการระบุ “อายุ” คลาดเคลื่อนกันไปถึง 5 ปี และ “พรรษา” ต่างกัน 6 พรรษา
ปี 2538 อายุ 35 ปี ปี 2542 อายุ 44 ปี
อายุคลาดเคลื่อน 5 ปี
ปี 2538 11 พรรษา ปี 2542 21 พรรษา
อายุพรรษา ต่างกัน 6 พรรษา
โกง พรรษา เพื่อ ให้เกิน 20 พรรษา
เพื่อจะได้ เป็นเจ้าคณะ ตำบล แต่ถูกจับได้
ว่าโกงพรรษา
เรื่องครหาโกงอายุพรรษา เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากใน
พุทธศาสนิกชน เมื่อเรื่องฉาว
บานปลาย จึงไปเก็บตัวเงียบ
ที่ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี
ก่อนที่จะทำพิธีสึก จากการเป็นพระ ได้มีการประกาศว่า
ลาสิขาบท แล้ว
31 ธันวาคม 2544 และทำ
พิธีอุปสมบท หรือ บวชใหม่
ในวันเดียวกันนั่นทันที
นับเป็นเหตุการณ์ประหลาดใน
พระพุทธศาสนา ที่ พระสงฆ์
ที่มีข้อครหาติดตัว ก็เพียงแค่
สึก สึกแล้วบวชใหม่ทันที
เพื่อให้เรื่องที่ถูกครหาติดตัวนั้น
ยุติลง
นอกจากนี้ยังพบว่า สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งนั้นมีเค้ามาจาก “การบิดเบือนคำสอนที่เน้นเชิงอัตโนมัติ ผิดเพี้ยนไปจากพระไตรปิฎก” ซึ่งพระผู้รู้ ในขณะนั้นหลายฝ่ายได้ออกมาท้วงติงกันเป็นจำนวนมาก
จนกระทั่งในงานอบรมพระวิปัสสนาจารย์ที่วัดตะกู จ.นครปฐม ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2544 ในช่วงหนึ่งที่ “พระศรีรัตนโมลี” รองเจ้าคณะจังหวัดนครปฐม พระวิปัสสนาจารย์นครปฐม รองเจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์ได้บรรยายธรรมพาดพิง “พระสุวิทย์” ว่า “บิดเบือนคำสอนพระพุทธศาสนา”
ต่อ หน้า 2 ประวัติ พุทธอิสระ
ยังตรวจสอบพบว่า พุทธอิสระ มีความสนิทสนมกับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล และได้รับเงินบริจาค 10 ล้านบาทในการก่อสร้าง โรงเจหอคุณธรรมฟ้า ในปี 2545
พฤติกรรมของ พุทธอิสระ มีหลายอย่างที่ทำผิดทั้งพระธรรมวินัย และผิดกฏหมายบ้านเมือง
- การเจาะเลือด ทำน้ำมนต์
- การทำกับข้าว มาฉันท์เอง
- การรีดไถ่เงิน เจ้าหน้าที่โรงแรม
- การนำของต่ำ กางเกงใน
ผ้าอนามัยที่ใช้แล้ว , ดอกจันทร์
, รองเท้า และอื่นๆ ไปถวาย
พระมหาเถระสมาคม และมา
พร้อม การ์ด ที่มีปืน
- ใส่ชุด ฆราวาส ขณะเป็นพระ
- เป็นแกนนำ ม๊อบ ปิดสถานที่
ราชการ นานกว่า 6 เดือน
- มีการ์ดเป็นมือถือ ทำลาย
เจ้าหน้าที่ตำรวจ และผู้คน
- ใน Facebook. ส่วนตัว
เคยมีรูป หญิงสาวแต่งตัวล่อแหลม หลุดออกมา
- มีการประกาศ ว่าจะสึก
ในหลายๆ เหตุการณ์ที่ผ่านมา
- ได้มีการวางแผน สมคบคิด
กับกระบวนการล้มพระพุทธศาสนา , ล้มองค์กรสงฆ์ ,
ล้มหาเถระสมาคม, ล้มสำนักงาน
พระพุทธศาสนาแห่งชาติ,
ล้มวัดพระธรรมกาย ฯลฯ
เพื่อให้ ตัวเอง (พุทธอิสระ)
ขึ้นมาปกครองเอง
-ทำสงฆ์แตกแยก ยุยงปลุกปั่น
จนถูก คณะสงฆ์ ทั่วประเทศ
และทั่วโลก ประกาศ
อุกเขปนียกรรรม พุทธอิสระ
เลิกยุ่งเกี่ยว เลิกคบหา
เลิกทำกิจกรรมร่วมทุกอย่าง
กับพุทธอิสระ จนกว่า จะ
สำนึกตัว
- เป็นแก่นนำม๊อบ ล้มการเลือกตั้ง
- ถูกทางการ ออกหมายจับ
ตั้งแต่ ปี 2557
จากเรื่องราวต่างๆ ที่ พุทธอิสระได้กระทำกรรมบาป ทั้งทางโลก และทางธรรม
อย่างร้ายแรง หลายประการ
แต่จนถึงวันนี้ ผู้คนส่วนใหญ่
สงสัยและแปลกใจเป็นอย่างยิ่งว่า
ทำไม ทั้งๆ ที่พุทธอิสระ มีหมายจับ ตั้งแต่ปี 2557 แล้วทำไมผู้ปกครองบ้านเมืองในปัจจุบัน
ถึงไม่จับ ?
มีใครอยู่เบื้องหลัง พุทธอิสระให้ก่อกรรม ชั่วร้ายต่างๆ
ได้อย่างไม่ยำเกรง ไม่กลัวกฏหมายบ้านเมือง
ไม่กลัว กฏหมายสงฆ์ ?
แม้กฏหมาย จะทำอะไร
พุทธอิสระ ในยุคนี้ได้
แต่ซักวัน กฏแห่งกรรมจะทำความจริง
จะส่งผลให้ผู้คนได้เห็นแน่นอน
วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
ดีเอสไออะไร
🔴สิ่งที่ดีเอสไอกลัวอยู่ขณะนี้คือ กลัวสังคมจะรู้ความจริงว่า
1️ คดีนี้ไม่มีเจ้าทุกข์เพราะสหกรณ์ได้ขอถอนฟ้องไปแล้ว
2️คดีนี้ไม่สามารถตั้งข้อหาฟอกเงินและรับของโจรได้เพราะอยู่ในฐานะรับบริจาค มิใช่เจ้าของเงิน
3️คดีนี้อัยการได้ปฏิเสธการตั้งข้อหาถึง 2 ครั้ง
4คดีนี้ดีเอสไอทำผิดระเบียบปปง. อย่างร้ายแรง เพราะขายของกลางได้แล้วไม่คืนเงินทั้งหมดให้สหกรณ์ ทำให้สหกรณ์เสียหายเพิ่มขึ้นอีก 300 ล้าน
5️คดีนี้มีการออกหมายเรียกอย่างไม่ถูกต้อง เข้าข่ายใช้อำนาจรัฐข่มขู่กลั่นแกล้งประชาชน
6️คดีนี้มีหลายร้อยองค์กรที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเช็คสหกรณ์ 857 ใบ แต่มีแค่ลูกศิษย์วัดพระธรรมกายกลุ่มเดียวเท่านั้น ที่ตั้งกองทุนเยียวยาเกือบ 1 พันล้านบาท เพื่อช่วยให้สหกรณ์ไม่ล้มละลายอยู่ในขณะนี้ นี่คือความจริงใจของศิษย์วัดพระธรรมกาย
🔵ถ้าสังคมรู้ความจริงเหล่านี้เมื่อไร ดีเอสไอก็จะกลายเป็นองค์กรที่ขาดความชอบธรรมในการทำคดีสหกรณ์ เพราะทำผิดระเบียบ ปปง. ทำให้คดีมีความเสียหายเพิ่มขึ้น 300 กว่าล้าน ซึ่งจะส่งผลให้การตั้งข้อหาต่างๆ ของดีเอสไอกับเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย จะกลายเป็นเรื่องทำผิดกฎหมายร้ายแรง เพราะใช้อำนาจรัฐบีบคั้นกลั่นแกล้งผู้บริสุทธิ์อย่างไม่เป็นธรรมนั่นเอง
๒ พฤษภาคม ๒๕๕๙
๘.๐๑ น.
Cr Ptreetep
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)












